
บทความเกี่ยวกับ iTunesไอจูนส์ยังมีที่ยืนในยุคมือถือ แต่ไม่ใช่แอปเดียวจบอีกต่อไป
มือถือยุคนี้เปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงเร็วกว่าที่ไอจูนส์จะตามทันเสียอีก เพลงหนึ่งเพลงอาจเริ่มจากการค้นหาในบริการสตรีมมิง ต่อด้วยการส่งให้เพื่อนในแชต แล้วไปจบที่ลำโพงในบ้าน แต่ไอจูนส์เติบโตมาจากแนวคิดอีกแบบ คือซื้อหรือรวบรวมสื่อไว้ในคลังของตัวเอง แล้วจัดการทุกอย่างจากจุดเดียว ความเปลี่ยนแปลงของ iOS และ Android ทำให้ความต่างนี้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ และข้อสรุปของผมคือ ไอจูนส์ยังมีประโยชน์ในฐานะคลังเพลงและเครื่องมือจัดการสื่อ แต่ไม่ใช่แอปมือถือสารพัดอย่างอย่างที่ชื่อของมันเคยชวนให้คิด
ต้องแยกข้อเท็จจริงที่มักทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนก่อน: iTunes ไม่มีแอปสำหรับ Android อย่างเป็นทางการในแบบที่ติดตั้งแล้วใช้เป็นเครื่องเล่นเพลงหรือจัดการคลังได้ ผู้ใช้ Android อาจเข้าถึงบริการบางอย่างของ Apple ผ่านช่องทางที่รองรับ เช่น เว็บหรือแอปเฉพาะบริการในบางกรณี แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะดาวน์โหลดแอป iTunes จากร้านแอปแล้วได้ประสบการณ์เดียวกับบนอุปกรณ์ Apple ส่วนบน iPhone นั้น แอป iTunes Store และแอป Music ทำหน้าที่คนละส่วน ขณะที่การซิงก์และสำรองข้อมูลอุปกรณ์ย้ายไปอยู่ในเครื่องมืออื่นตามรุ่นระบบและคอมพิวเตอร์ที่ใช้
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อแอปถูกแยกออกเป็นหลายชื่อ แต่สะท้อนการออกแบบมือถือที่ให้แต่ละบริการมีพื้นที่ของตัวเอง เพลงอยู่ในแอปเพลง ภาพยนตร์อยู่ในบริการวิดีโอ และการสำรองข้อมูลผูกกับบัญชีหรือระบบคลาวด์ สำหรับคนที่เปิด iTunes Store เพื่อซื้อเพลงเป็นครั้งคราว การเปลี่ยนผ่านอาจไม่รบกวนมากนัก แต่สำหรับคนที่จำภาพ iTunes ว่าเป็นศูนย์บัญชาการของสื่อทั้งหมด ความรู้สึกแรกคือของที่เคยทำได้ในที่เดียวกลับกระจายไปหลายจุด
จากคลังเพลงก้อนเดียวสู่บริการที่แยกหน้าที่
สิ่งที่ได้เพิ่มคือความเป็นระบบ ไม่ใช่ความสามารถแบบเดิมที่มากขึ้น
สิ่งที่ระบบนิเวศของ Apple ได้จากการแยกบริการคือหน้าที่ชัดขึ้น แอป Music เน้นการฟังและจัดการเพลง ส่วนร้านค้าดิจิทัลทำหน้าที่ซื้อเนื้อหาที่ต้องการเป็นเจ้าของ และการจัดการอุปกรณ์มีช่องทางเฉพาะของมันเอง ผลดีอยู่ที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดโปรแกรมเดียวที่พยายามทำทุกอย่าง ทั้งค้นหาเพลง เล่นเพลง ซื้อเพลง และเชื่อมต่ออุปกรณ์ แต่ผลแลกเปลี่ยนคือความต่อเนื่องแบบเดิมลดลง โดยเฉพาะกับคนที่มีนิสัยจัดคลังเพลงด้วยตัวเอง
บน iPhone การใช้เพลงในชีวิตประจำวันจึงขึ้นกับว่าผู้ใช้เลือกเส้นทางไหน หากสมัครบริการสตรีมมิง ก็เปิดแอป Music แล้วค้นหาหรือเลือกจากคลังที่ระบบแนะนำ หากซื้อเพลงไว้ ก็ต้องเข้าใจว่าเพลงที่ซื้อกับเพลงที่ฟังผ่านสมาชิกอาจมีสถานะและตัวเลือกจัดการต่างกัน เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ การซิงก์สื่อก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเปิด iTunes บนทุกเครื่องเหมือนแต่ก่อน กระบวนการและชื่อเครื่องมือขึ้นกับระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่
นี่เป็นการปรับให้เข้ากับนิสัยผู้ใช้ที่เปลี่ยนจากการถือไฟล์ไปไหนมาไหน มาเป็นการเรียกเนื้อหาจากบัญชีและเครือข่าย แต่คนที่สะสมไฟล์เพลงจากหลายแหล่งยังมีเหตุผลจะรักษาคลังท้องถิ่นไว้ เพลงที่ซื้อขาดหรือไฟล์ที่นำเข้ามาเองไม่จำเป็นต้องหายไปเพียงเพราะบริการสตรีมมิงได้รับความนิยม เพียงแต่การดูแลคลังแบบนี้ต้องยอมรับว่ามีขั้นตอนมากขึ้น และไม่ได้รับความสำคัญในหน้าจอหลักเท่าการค้นหาเพลงออนไลน์
สิ่งที่ผู้ใช้เห็นก่อนคือความคุ้นเคยที่ขาดหาย
เมื่อเปิด iPhone แล้วมองหาไอคอน iTunes แบบเดิม สิ่งที่เจออาจไม่ตรงกับความทรงจำ แอป Music มีคลังเพลง เครื่องเล่น และเนื้อหาจากบริการสมาชิกเป็นแกน ส่วน iTunes Store เป็นหน้าร้านแยกต่างหาก ผู้ใช้ที่ต้องการซื้อเพลงเป็นอัลบั้มยังทำได้ในพื้นที่ที่รองรับ แต่คนที่ต้องการกดเล่นเพลงทันทีอาจรู้สึกว่าการซื้อกับการฟังไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ความเปลี่ยนแปลงด้านระบบปฏิบัติการยังทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ไม่เป็นกิจวัตรแบบเดิม การสำรองข้อมูลบน iPhone เชื่อมกับ iCloud ได้สะดวกขึ้นสำหรับคนที่เปิดใช้และมีพื้นที่เพียงพอ ส่วนการสำรองผ่านคอมพิวเตอร์ยังมีประโยชน์กับผู้ใช้ที่ต้องการสำเนาในเครื่องหรือจัดการอุปกรณ์โดยตรง แต่ชื่อโปรแกรมและตำแหน่งเมนูแตกต่างกันตามว่ากำลังใช้ Mac หรือ Windows และใช้ระบบรุ่นใด จุดนี้ทำให้คำแนะนำเก่าที่บอกให้ “เปิด iTunes แล้วกดซิงก์” อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนอีกต่อไป
บน Android ความต่างยิ่งชัด เพราะไม่มีแอป iTunes ทางการให้ติดตั้งแทนเครื่องเล่นเพลงทั่วไป ผู้ใช้ที่ย้ายจาก iPhone มา Android จึงต้องคิดเรื่องเพลงเป็นรายกรณี: ใช้บริการสตรีมมิงที่รองรับทั้งสองระบบ ย้ายไฟล์เพลงไปยังอุปกรณ์ หรือเข้าถึงเนื้อหาผ่านบริการของ Apple ที่เปิดให้ใช้บนแพลตฟอร์มนั้น การคาดหวังว่าคลัง iTunes จะปรากฏใน Android อย่างครบถ้วนโดยอัตโนมัติเป็นจุดเริ่มต้นของความหงุดหงิดที่หลีกเลี่ยงได้
วันธรรมดาเปลี่ยนจากการจัดการไฟล์เป็นการจัดการทางเลือก
ความต่างจะรู้สึกได้ในกิจวัตรมากกว่าตอนอ่านรายการคุณสมบัติ สมมติว่าผู้ใช้เคยซื้ออัลบั้มไว้และอยากฟังระหว่างเดินทาง ถ้าเพลงอยู่ในคลังบนอุปกรณ์ ก็เปิดเล่นได้โดยไม่ต้องพึ่งสัญญาณ แต่ถ้าฟังผ่านบริการสมาชิก ก็ต้องดาวน์โหลดเพลงไว้ล่วงหน้าเมื่อคาดว่าจะไม่มีเครือข่าย ทั้งสองแบบให้ผลคล้ายกันในวันที่ทุกอย่างพร้อม แต่มีเงื่อนไขคนละชุดเมื่อเปลี่ยนเครื่อง ยกเลิกสมาชิก หรือย้ายข้ามระบบ
การค้นหาและเปิดเพลงทั่วไปทำได้คล่องกว่าในโลกที่ผูกกับบัญชี เพราะไม่ต้องจำว่าไฟล์อยู่ในโฟลเดอร์ไหน แต่การควบคุมรายละเอียดของคลัง เช่น การนำเข้าเพลงที่ไม่มีในบริการ การแก้ข้อมูลเพลง หรือการจัดรายการให้ตรงกับรสนิยมของตัวเอง ยังคงสำคัญกับผู้ฟังบางกลุ่มและไม่ควรถูกมองว่าเป็นนิสัยล้าสมัย เพียงแต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่จุดขายหลักของประสบการณ์มือถืออีกแล้ว
ผมมองว่าความสะดวกใหม่แลกกับความรู้สึกเป็นเจ้าของที่จับต้องได้ บริการสตรีมมิงทำให้เพลงจำนวนมากอยู่ใกล้มือ แต่สิทธิ์ฟังขึ้นกับสมาชิก พื้นที่ให้บริการ และการเชื่อมต่อ ขณะที่เพลงที่ซื้อหรือเก็บเป็นไฟล์มีความแน่นอนกว่าในบางสถานการณ์ แต่ผู้ใช้ต้องรับภาระดูแลสำเนาและย้ายข้อมูลเอง ไอจูนส์จึงมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของคลังที่ตั้งใจดูแล ไม่ใช่ในฐานะคำตอบเดียวสำหรับทุกการฟัง
จุดแข็งของระบบนิเวศใหม่อยู่ที่ความต่อเนื่องของบัญชี
เมื่อใช้ iPhone, Mac และบริการของ Apple ร่วมกัน จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่แอปเดียวทำงานครบ แต่เป็นการที่บัญชีและคลังช่วยให้เนื้อหาเชื่อมถึงกัน ผู้ใช้เปิดเพลงจากอุปกรณ์หนึ่งแล้วไปฟังต่ออีกเครื่องได้เมื่อการตั้งค่าและบริการรองรับ การซื้อที่ผูกกับบัญชีก็ไม่ต้องผูกกับโทรศัพท์เครื่องเดียวเหมือนการเก็บไฟล์ไว้ในหน่วยความจำ แต่ความสะดวกนี้พึ่งพาบัญชี เครือข่าย และข้อกำหนดของบริการ จึงไม่ควรตีความว่าเพลงทุกเพลงจะพร้อมใช้งานแบบเดียวกันทุกที่
ระบบสำรองข้อมูลก็ให้ข้อได้เปรียบคนละด้าน การใช้ iCloud ช่วยลดงานที่ต้องต่อสายและจำขั้นตอน แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และการพึ่งพาบัญชี ส่วนการสำรองผ่านคอมพิวเตอร์เหมาะกับคนที่อยากจัดการข้อมูลในมือและมีสำเนาในเครื่อง ข้อดีของยุคใหม่จึงไม่ใช่การลบทางเลือกเก่า แต่เป็นการทำให้เส้นทางไร้สายและบริการออนไลน์เป็นค่าเริ่มต้นมากขึ้น ใครที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจะเลือกได้ง่าย ส่วนคนที่ไม่เคยตรวจการตั้งค่าอาจเพิ่งพบปัญหาเมื่อเปลี่ยนโทรศัพท์หรือพื้นที่คลาวด์เต็ม
ตรงนี้เองที่ทำให้ไอจูนส์ในความหมายเดิมยังเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ แม้ชื่อและหน้าที่จะกระจายไปแล้วก็ตาม ผู้ใช้ต้องการที่เก็บซึ่งรู้ว่าเพลงมาจากไหน ซื้อเมื่อไร และจะนำไปใช้บนอุปกรณ์ใดได้บ้าง ระบบบัญชีช่วยลดแรงเสียดทาน แต่ไม่ได้ทำให้เรื่องสิทธิ์และความเข้ากันได้หายไป การตรวจสอบคลังและวิธีสำรองข้อมูลเป็นนิสัยที่ยังควรมี โดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่สะสมเพลงมานาน
แรงเสียดทานเกิดตรงรอยต่อระหว่างแพลตฟอร์ม
จุดอ่อนสำคัญไม่ใช่คุณภาพเสียงหรือปุ่มเล่น แต่เป็นความไม่สมมาตรระหว่างระบบ Apple กับ Android ผู้ใช้ Android ไม่มีแอป iTunes ทางการที่ทำหน้าที่เหมือนบน iPhone จึงไม่ได้รับประสบการณ์เดียวกันตั้งแต่ต้น หากซื้อเพลงไว้ในบัญชี Apple การเข้าถึงอาจขึ้นกับช่องทางและประเทศที่รองรับ ขณะที่การย้ายไฟล์ไปยัง Android มักต้องจัดการด้วยตัวเอง นี่เป็นความจริงที่ควรบอกตรงๆ มากกว่าทำให้เข้าใจว่ามีวิธีติดตั้งแอปอย่างเป็นทางการซึ่งไม่มีอยู่
อีกด้านคือความแตกต่างระหว่างเพลงที่ซื้อ เพลงที่นำเข้า และเพลงที่ฟังผ่านสมาชิก แม้ทั้งหมดจะอยู่ใกล้กันในหน้าคลัง แต่เงื่อนไขการดาวน์โหลดและการใช้งานไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง หากผู้ใช้ยกเลิกสมาชิก เพลงที่ซื้อขาดยังมีสถานะต่างจากเพลงที่เข้าถึงผ่านสิทธิ์สมาชิก การย้ายประเทศหรือเปลี่ยนบัญชีก็อาจกระทบการเข้าถึงเนื้อหาบางส่วนได้ คนที่ไม่แยกประเภทเหล่านี้อาจเข้าใจผิดว่ารายการเพลงทั้งหมดเป็นทรัพย์สินในรูปแบบเดียวกัน
ความกระจัดกระจายของเครื่องมือยังเป็นภาระเล็กๆ ในการแก้ปัญหา ผู้ใช้ต้องรู้ว่ากำลังแก้เรื่องเล่นเพลง ซื้อเนื้อหา ซิงก์อุปกรณ์ หรือสำรองข้อมูล เพราะแต่ละเรื่องอาจอยู่คนละแอปหรือคนละเมนู เมื่อทุกอย่างทำงานก็แทบไม่รู้สึก แต่เมื่อมีเพลงไม่ขึ้น อุปกรณ์ไม่ปรากฏ หรือพื้นที่เต็ม การค้นหาคำตอบจากคู่มือเก่าอาจพาไปผิดหน้าจอได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีประวัติยาว ความต่อเนื่องของคำอธิบายสำคัญพอๆ กับความต่อเนื่องของซอฟต์แวร์
คู่แข่งปรับตัวด้วยการเลือกปัญหาที่จะแก้
แอปอื่นช่วยให้เห็นว่าตลาดมือถือไม่ได้แข่งกันทำศูนย์รวมทุกอย่างอีกต่อไป Gboard เน้นการพิมพ์และคาดเดาคำในจังหวะที่ผู้ใช้กำลังสื่อสาร ส่วน Google Play Books วางหนังสือไว้ในคลังอ่านที่ผูกกับบัญชี Zoom Workplace มุ่งจัดการประชุมและการทำงานร่วมกัน ขณะที่ 8 Ball Pool ใช้ความสั้นของรอบเล่นเป็นหัวใจ ไม่มีแอปใดในกลุ่มนี้พยายามสวมบทเป็นคลังสื่อและเครื่องมือจัดการอุปกรณ์พร้อมกัน การแบ่งหน้าที่เป็นกลยุทธ์หลักของมือถือปัจจุบัน
บริการเพลงยุคใหม่ก็ปรับตัวโดยให้การค้นพบและการฟังต่อเนื่องเป็นแกน แทนที่จะเริ่มจากการจัดไฟล์ ผู้ใช้เลือกอารมณ์ รายการแนะนำ หรือศิลปิน แล้วปล่อยให้ระบบเติมเพลงถัดไป แนวทางนี้ลดงานประจำวัน แต่ทำให้คลังส่วนตัวและการซื้อเพลงขาดความเด่นเมื่อเทียบกับการสมัครสมาชิก ไอจูนส์จึงไม่ได้แพ้เพราะทำงานผิดพลาดในทุกด้าน หากแต่แข่งขันอยู่กับความคาดหวังที่เปลี่ยนจาก “ฉันมีเพลงอะไร” เป็น “ตอนนี้ควรฟังอะไร”
ความต่างนี้มีผลต่อผู้ใช้จริง คนที่ฟังเพลงเดิมซ้ำ ซื้ออัลบั้ม และต้องการจัดระเบียบเองอาจชอบความเป็นเจ้าของมากกว่าคำแนะนำอัตโนมัติ ส่วนคนที่อยากเปิดเพลงระหว่างเดินทางโดยไม่ดูแลคลังทีละรายการจะเข้ากับบริการสมาชิกมากกว่า การเอาแนวทางหนึ่งไปตัดสินอีกแนวทางจึงไม่ยุติธรรม ประเด็นคือ Apple แยกบทบาทของร้าน คลัง และบริการฟังออกจากกันชัดขึ้น แต่ผู้ใช้ต้องยอมเรียนรู้ว่าตัวเองกำลังใช้ส่วนใด
ทิศทางมือถือกำลังย้ายจากแอปศูนย์กลางไปสู่บริการที่ทำงานร่วมกัน
การเปลี่ยนของ iTunes บอกภาพกว้างของมือถือได้ดี เดิมแอปหนึ่งเป็นประตูหลักสำหรับไฟล์ เพลง และอุปกรณ์ ต่อมาแพลตฟอร์มย้ายการจัดการไปสู่บัญชี ระบบคลาวด์ และแอปที่แยกตามงาน ข้อดีคือแต่ละส่วนพัฒนาได้ตรงหน้าที่และผู้ใช้ไม่ต้องถือสายเชื่อมต่อเพื่อทำทุกอย่าง ข้อเสียคือเส้นแบ่งระหว่างบริการชัดขึ้นจนต้องจำว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง
การย้ายจากอุปกรณ์หนึ่งไปอีกอุปกรณ์จึงไม่ใช่แค่คัดลอกไฟล์ แต่เป็นการตรวจว่าบัญชีใดผูกกับคลัง เพลงใดเป็นไฟล์ เพลงใดอยู่ในสมาชิก และข้อมูลสำรองอยู่ที่ใด ความสะดวกจากระบบคลาวด์เพิ่มความคาดหวังว่าทุกอย่างควรตามเราไปได้ทันที แต่โลกจริงยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ อินเทอร์เน็ต ประเทศ และการรองรับข้ามแพลตฟอร์ม การเปลี่ยนระบบปฏิบัติการจึงเผยให้เห็นว่า “อยู่ในคลัง” ไม่ได้แปลว่า “ใช้ได้เหมือนกันทุกเครื่อง”
ในแง่นี้ ไอจูนส์มีความสำคัญน้อยลงในฐานะแอปเดี่ยว แต่ยังมีความสำคัญในฐานะประวัติของการเปลี่ยนผ่าน จากการซื้อและจัดไฟล์ ไปสู่การสมัครและเรียกใช้บริการ ความทรงจำของผู้ใช้ที่ต้องการห้องสมุดเพลงส่วนตัวไม่ได้หายไป เพียงแต่ต้องอยู่ร่วมกับรูปแบบสมาชิกและการเชื่อมต่อออนไลน์ การออกแบบที่ดีในอนาคตควรช่วยให้เห็นสถานะของเนื้อหาแต่ละชิ้นชัดกว่านี้ แทนที่จะให้ผู้ใช้เดาเองว่าฟังได้เพราะซื้อไว้หรือเพราะยังเป็นสมาชิก
เหมาะกับใคร และควรจับตาอะไรต่อ
ประสบการณ์แบบนี้เหมาะกับผู้ใช้ iPhone ที่ซื้อเพลงไว้แล้ว ต้องการเข้าถึงคลังเดิม และยอมใช้แอปแยกตามงานได้ คนที่ใช้ Mac ร่วมด้วยจะมีทางเลือกจัดการและสำรองข้อมูลมากกว่า ผู้ฟังที่ชอบดูแลไฟล์เพลงเองก็ยังได้ประโยชน์จากการเก็บคลังส่วนตัว แม้ขั้นตอนจะไม่รวมอยู่ในแอปเดียวเหมือนความทรงจำของ iTunes รุ่นเก่า สำหรับคนที่ใช้ Android เป็นหลัก คำตอบที่ตรงไปตรงมาคืออย่ามองหาแอป iTunes ทางการ ให้เลือกบริการเพลงที่รองรับอุปกรณ์ของตัวเอง หรือวางแผนย้ายไฟล์อย่างรอบคอบ
ก่อนเปลี่ยนเครื่อง ควรตรวจว่าคลังมีทั้งเพลงที่ซื้อ เพลงที่นำเข้า และเพลงจากสมาชิกหรือไม่ จากนั้นดูว่าต้องการสำรองอะไรไว้ในอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ หรือคลาวด์ การตรวจพื้นที่บัญชีและข้อมูลลงชื่อเข้าใช้ช่วยลดปัญหาที่ดูเหมือนเพลงหายแต่จริงๆ เป็นการเข้าถึงบัญชีผิด ส่วนคนที่กำลังย้ายจาก iPhone ไป Android ควรทดสอบเพลงสำคัญก่อนย้ายทั้งหมด และอย่าคิดว่าการซื้อในระบบหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นไฟล์ที่ใช้ได้อย่างอิสระทุกกรณี
สิ่งที่ควรจับตาต่อคือ Apple จะทำให้ความต่างระหว่างเพลงที่เป็นเจ้าของกับเพลงที่เข้าถึงผ่านสมาชิกชัดขึ้นแค่ไหน รวมถึงการจัดการคลังบนคอมพิวเตอร์จะเป็นมิตรกับผู้ใช้ที่ยังเก็บไฟล์เองหรือไม่ อีกคำถามคือบริการของ Apple จะขยายความต่อเนื่องไปยัง Android ในระดับใด เพราะผู้ใช้จำนวนมากมีอุปกรณ์หลายระบบ และไม่ต้องการเริ่มคลังใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนโทรศัพท์ การเปิดทางที่ชัดเจนและเป็นทางการย่อมมีค่ากว่าการปล่อยให้ผู้ใช้พึ่งวิธีแก้ขัดที่ไม่แน่นอน
คำตัดสินของผมคือ iTunes ไม่ใช่แอปที่ควรแนะนำให้ผู้ใช้ Android ดาวน์โหลด และบน iPhone ก็ไม่ใช่ศูนย์รวมทุกอย่างที่ชื่อเดิมทำให้หลายคนคาดหวังอีกแล้ว แต่แนวคิดเรื่องคลังเพลงที่ผู้ใช้ควบคุมยังมีน้ำหนัก โดยเฉพาะกับคนที่ซื้อเพลงและอยากเก็บประวัติการฟังของตัวเอง เมื่อมือถือเดินหน้าไปสู่บริการแยกส่วน ผู้ชนะไม่ใช่แอปที่อ้างว่าทำได้ทุกอย่าง หากเป็นระบบที่บอกผู้ใช้ได้ชัดว่าเนื้อหาของเขาอยู่ที่ไหน ใช้ได้บนอุปกรณ์ใด และจะพาไปต่ออย่างไรเมื่อเปลี่ยนแพลตฟอร์ม